ต้นกำเนิดเป็นดาวเคราะห์น้อย
ฝนดาวตกเกือบทุกกลุ่มมาจากดาวหาง แต่เจมินิดส์มาจาก 3200 เฟธอน ดาวเคราะห์น้อยกว้างราว 5 กิโลเมตรที่แกว่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวพุธ ค้นพบในปี 1983 โดยดาวเทียมอินฟราเรด ใช้เวลาโคจรประมาณ 1.4 ปี บางคนเชื่อว่าเป็นดาวหางหินที่หลับใหลและปล่อยฝุ่นเมื่อถูกความร้อนจัด เม็ดฝุ่นหนาแน่นกว่าฝุ่นน้ำแข็งของดาวหาง ดาวตกเจมินิดส์จึงช้ากว่า สว่างกว่า และมีสีสัน ราว 35 กิโลเมตรต่อวินาที มีเหลือง ขาว บางทีเขียวหรือแดง
ฝนที่แรงขึ้นทุกปี
ตอนบันทึกครั้งแรกในทศวรรษ 1860 เจมินิดส์ยังอ่อน หลังจากนั้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีผลักกระแสฝุ่นเข้ามาใกล้โลก ปัจจุบันนักสังเกตมักนับได้เกิน 100 เส้นต่อชั่วโมงใต้ฟ้ามืด ดาวตกส่วนใหญ่ไหม้ที่ความสูงราว 90 กิโลเมตร เส้นแสงจึงดูเหมือนแขวนอยู่เหนือเมฆ นับไปสักพักจะสังเกตว่าเส้นสว่างที่สุดบางเส้นสู้ดาวเคราะห์ได้ และบางเส้นทิ้งควันจาง ๆ ไว้ครู่หนึ่ง
ดูง่ายจากเมืองไทย
จุดกระจายอยู่ใกล้ดาวแคสเตอร์ในกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นตั้งแต่หัวค่ำ เส้นแสงเริ่มเยอะราวสามถึงสี่ทุ่ม ไม่ต้องรอถึงเช้ามืด ยอดสูงสุดอยู่ราวตีสองตอนจุดกระจายอยู่เหนือศีรษะ ในไทยจุดกระจายไม่สูงเท่าประเทศทางเหนือ แต่ฟ้าหน้าหนาวโปร่งมาก ดอยสูงทางเหนือหรืออุทยานแห่งชาติที่ห่างไฟเมืองให้ภาพสวยจับใจ ส่วนกรุงเทพฯ ก็ยังเห็นเส้นสว่าง ๆ ได้ถ้าไม่ฟ้าหลัว
- เริ่มตั้งแต่หัวค่ำ ช่วงสามสี่ทุ่มก็มีเส้นยาวเฉียดขอบฟ้าให้เห็นแล้ว
- ใส่เสื้อกันหนาว บนดอยอุณหภูมิลงต่ำมาก ในเมืองอุ่นกว่า
- มองฟ้ากว้าง กลุ่มดาวคนคู่สูงพอควร นอนหงายมองได้เลย
- เช็กตารางแสงจันทร์ จันทร์เพ็ญใกล้คืนสูงสุดทำให้จำนวนลดลงครึ่งหนึ่ง
เรื่องเล่าก่อนแยกย้าย
ใครที่ชอบตั้งแคมป์ปีใหม่ ช่วงนี้เหมาะที่จะชวนครอบครัวหรือเพื่อนไปนอนดูฟ้าด้วยกัน ยิ่งมีขนมกับน้ำขิงร้อน ๆ ยิ่งอบอุ่น สิบวันต่อมาจะถึงคิวเออร์ซิดส์ที่เงียบกว่า ส่วนคู่แข่งฤดูร้อนคือเพอร์เซอิดส์
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเจมินิดส์ถึงดีนัก
เพราะเม็ดฝุ่นหนาแน่น เส้นแสงจึงสว่างและมีสีสัน อีกทั้งแนวฝุ่นเข้าใกล้โลกมากขึ้นเรื่อย ๆ จากแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดี
ดูจากซีกโลกใต้ได้ไหม
ได้ ดูได้ทั้งสองซีกโลก แต่จุดกระจายจะต่ำกว่าสำหรับซีกโลกใต้ ส่วนในไทยเห็นได้ค่อนข้างดี
จริงหรือที่ว่ามาจากดาวเคราะห์น้อย
จริง ต้นกำเนิดคือ 3200 เฟธอน ซึ่งบางคนเชื่อว่าเป็นดาวหางหินที่หลับใหลมากกว่าดาวเคราะห์น้อยทั่วไป